รับมือข่าวร้ายกันดีฝ่าาา



#ข่าวร้ายไม่ค่อยอยากฟังเสียงเธอเท่านั้นที่อยากได้ยิน #อย่าไปกลัว #ก็มาดิค้าบบ ข่าวร้ายเยอะแท้นะฮะช่วงนี้ โหมโรงมาด้วยหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงปรี้ด หนี้ NPL มีสัญญาณเติบโต การปิดตัวของโรงงาน-ธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่เพิ่มมากขึ้น คนตกงานเพิ่ม ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯหลายแห่งลดฮวบฮาบ บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งที่เคยกำไรก็พลิกเป็นขาดทุน บางแห่งผิดนัดชำระหนี้ก้อนโต อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยลดต่ำ ยอดผลิตยอดขายรถยนต์ชะลอตัว ดัชนีความเชื่อมั่นเกือบทุกด้านเดินหน้าทำสถิติต่ำสุด หน่วยงานด้านเศรษฐกิจทั้งรัฐและเอกชนคาดการณ์ปีหน้าเศรษฐกิจยังเติบโตต่ำ กระหน่ำด้วยสภาเศรษฐกิจโลกระบุความเสี่ยงการทำธุรกิจในไทย ประกอบด้วย 1.เศรษฐกิจฟองสบู่ 2.ความล้มเหลวของรัฐบาล 3.การโจมตีทางไซเบอร์ 4.ภัยพิบัติทางธรรมชาติและโดยมนุษย์ 5.ความไม่มั่นคงทางสังคม พอดีกว่าฮะเขียนเอง นอยด์เอง นักเลงพอ โถถถ แต่เอาเหอะครับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด “มันเกิดขึ้นแล้ว” และ “เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้” เนื่องจากสถานการณ์ทั้งหมดเป็นผลกระทบจากห่วงโซ่ขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก บ้านเราพึ่งพิงคนอื่นอยู่เยอะคู่ค้าเราทั่วโลกแย่หมดเราจะดีนั้นคงเป็นไปได้ยาก ส่วนการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลขอไม่กล่าวถึง ทุกท่านคงมีโอกาสสัมผัสและตัดสินได้เอง แต่ขออนุญาตตำหนิรัฐบาลในการให้ข้อมูล เพราะที่ผ่านมาพยายามพูดให้ดูดีเกินไปมาตลอด ไม่รับความจริงและเตรียมความพร้อม แม้จนถึงตอนนี้ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น พูดเรื่องของเราดีกว่าฮะมนุษย์ธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ตอนนี้หลายท่านคงวิตกกังวลไม่น้อยกว่า #เสี่ยวCREW เป็นแน่แท้ ทางที่เราต้องทำคือผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปให้ได้ เป็นทาสของระบบบิดๆเบี้ยวๆอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ทำไงมาดูกันดีกว่า 1. สติ อย่าแตกตื่นทุรนทุรายมากเกินไป เมื่อเห็นพาดหัวข่าวและฟีดข่าวร้ายต่างๆ สถานการณ์มันอาจดูหนักหนาเพราะพาดหัวมันแรง คนแชร์กันเยอะ ข้อมูลแพร่กระจายไว ซึ่งนี่คือธรรมชาติของโลกยุดใหม่ สิ่งที่เราควรทำคืออ่านและดูข้อมูลให้ละอียดก่อนว่าเป็นอย่างไร หาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆเปรียบเทียบ เข้าไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาความคิดเห็น มุมมองต่างๆจากผู้เชี่ยวชาญก็ควรทำ เพื่อทำให้เราเห็นข้อเท็จจริงมากที่สุด เมื่อดูจนครบก็เอามาวิเคราะห์ว่าควรปรับตัว หรือรับมือกับสถานการณ์อย่างไร 2. ประเมินตัวเอง เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์เป็นที่เรียบร้อย เราก็ควรย้อนมาดูตัวเองกันหน่อยฮะ งานที่ทำมั่นคงแค่ไหน ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด้านใดบ้าง หากดูไม่ค่อยมั่นคงอาจต้องมองหาทางหนีทีไล่ไว้เพื่อสักนิด นอกจากนี้ควรสำรวจตัวเองว่าเราเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพมากขนาดไหน หากพบว่าตัวเองค่อนข้างเฮงซวย ไม่โอ ควรปรับและพัฒนาตัวเองแบบด่วนๆ เพราะคุณอาจไม่ได้ไปต่อหากองค์กรมีการเปลี่ยนแปลง มีการลดขนาดกิจการ แต่ถ้าองค์กรยังแข็งแรงการทำสิ่งนี้ก็ยังสามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับงานต่อไปได้ในอนาคต อ่อ การสำรวจความชอบ กับความสามารถตัวเอง ก็สำคัญนะเฟ้ย เราทำอะไรได้ดี ชอบทำอะไร อย่าลืมเอาไปทดลอง ลงมือทำ ไม่แน่ความชอบอาจกลายเป็นรายได้เสริม และอาชีพที่ดีต่อไปก็ได้ 3. ปรับปรุงฐานะการเงิน อีนี่เรื่องสำคัญนะจ๊ะ ควรรวบรวมรายรับ-รายจ่ายและหนี้สินของตัวเองให้ชัดเจน ดูฐานะปัจจุบันเราใช้เงินพอหรือไม่ หากไม่พอลดอะไรได้บ้าง หาทางไหนได้เพิ่ม ทางที่ดีลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เหลือเก็บ หรือมีกำลังในการชำระหนี้ให้หมดไวขึ้นลดภาระในอนาคต และไม่ควรสร้างหนี้เพิ่มในบัดนาว ส่วนพวกเหลือๆก็ยั้งๆหน่อยเก็บสัก 30% ของรายได้/เดือน น่าจะเป็นอะไรที่ดีกับอนาคตแน่นวลล ลืมๆอีคำว่า ของมันต้องมี กับ ให้รางวัลตัวเอง ไปสักพักก็จะดี 4. วางแผน แผนในที่นี้ไม่ได้ให้คิดการใหญ่โตอะไรทั้งนั้น แต่คือการวางแผนให้ตัวเองมีชีวิตอย่างมั่นคงก่อนเป็นอันดับแรก ตัดความอยากรวย อยากมีเงินเยอะๆ อยากมีทุกสรรพสิ่ง ใช้ชีวิตอย่างรอบครอบ เลือกเอาเงินไปใช้ในการออม การลงทุนให้มากขึ้น (ลงทุนอย่างปลอดภัยด้วยนะ ซื้อหุ้นซิ่งๆไม่ใช่การลงทุนเน้อ) หากฐานะเริ่มเข้าที่ค่อยคิดขยับขยายเป็นลำดับต่อไป การดูแลตัวเองให้มั่นคง แข็งแรงก่อนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ตัวเราแข็งแรงค่อยขยายไปดูแลครอบครัว ลูกจ้าง ลูกน้อง ให้หน่วยเศรษฐกิจอื่นๆรอบตัวแข็งแรงตามมา ไม่มีใครรู้อนาคตข้างหน้าแบบชัดๆ แข็งแรงไว้ก่อนถ้าเกิดไรขึ้นจะได้พร้อมรับมือ สรุป: ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะฮะ พอมีพอกินแต่มั่นคง นั่นคือทางที่ดีสุดแล้ว การมีทุกอย่างซื้อทุกสิ่งไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขมากขึ้นเด้อ รักนะจุฟๆ

0 views0 comments