สู้ไปด้วยกัน



#สู้ไปด้วยกัน


มาเล่าชีวิตหลังตกงานให้คนที่ยังมีงานทำอยู่หรือคนที่ตกอยู่ในสถานะแบบเดียวกันได้มีกำลังใจตอนที่สังคมเป็นแบบนี้ค่ะ

สวัสดีนะคะ จากที่ดิฉันได้เคยตั้งกระทู้ไปก่อนหน้านี้เรื่องที่บริษัทของ ดิฉันทำงานกำลังจะปิดกิจการ


ดิฉันเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานต๊อกต๋อยตำแหน่งบัญชีธรรมดา ดิฉันเข้าทำงานที่บริษัทแห่งนั้นตั้งแต่ตอนที่บริษัทเริ่มก่อตั้ง เมื่อ 15 ปีที่แล้วบุกบ่าฝ่าฟันกันมาจนดิฉันชำนาญระบบในโรงงานและบริษัท จนเจ้าของบริษัทเห็นสมควร และไว้วางใจให้ดิฉันเป็นผู้จัดการสาขา 1 (มี7สาขา)

และค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆจนควบคุมสาขาทั้งหมดของบริษัท ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่บริษัทไว้วางใจให้ดิฉันบริหาร จัดการ ดูแลในหน้าที่ตรงนี้


กิจการเริ่มจะไม่ดี ก็มาแผงฤทธิ์ตอนปี 2560 จนถึงปลายปี 2562 เดือนตุลาคม กิจการของดิฉันก็เริ่มไม่มีกำไรและขาดทุนย่อยยับแบบที่สุด แต่บริษัทก็ยังใจดีและเห็นว่าพนักงานทุกคนทำงานให้บริษัทกันมานาน ด้วยการยื้อเวลาไปอีก 2 เดือน ซึ่งก็คือมาถึงต้นเดือนมกราคม ก็ยังไม่

ตัดสินใจที่จะปิดกิจการ เพราะแต่ละคนก็มีหนี้ส่วนตัวสินเยอะ แต่เหมือนว่าน่าจะเจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งเดือนมกราปีใหม่ บริษัทของดิฉัน มีงานโปรเจคเล็กๆน้อยๆ สาขาละ 1 โปรเจคเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เปิดบริษัทมา ดิฉันขอยืนยันว่าในฐานะที่ทำงานจนได้มีหุ้นในบริษัท่แห่งนี้ เราไม่เคยประสบวิกฤตร้ายแรงขนาดนี้มาก่อน มันเป็นอะไรที่จุกจนพูดไม่ออก บริษัทแทบไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าที่ในสาขาที่ 6 และ 7 และยังเงินเดือน

พนักงานรายเดือน รายวันอีกมากมาย วันที่ 27 มกราคม 2563 หลังจากเลิกงานวันนั้น ดิฉันพูดกับตัวเองว่า " สงสัยได้เตรียมตัวกลับบ้านแล้วมั้ง" ซึ่งไม่คิดว่าคำพูดของดิฉันวันนั้น จะเป็นจริงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ เพราะบริษัทแจ้งการสิ้นสุดการดำเนินกิจการวันที่ 21 ทันที ซึ่งก็คือเหลือเวลา แค่ 2 วันเท่านั้น ที่จะได้เข้ามาเหยียบในบริษัทแห่งนี้ ดิฉันไม่เท่าไหร่เพราะเตรียมใจและเห็นแววมาพอสมควรแล้วว่ายังไงวันนี้ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว


หลังจากที่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแล้วนั้น ดิฉันก็สิ้นสุดการเป็นพนักงานของบริษัททันที ดิฉันสิ้นสุดการเป็นผู้จัดการ ที่มีหน้าที่ควบคุม วางแผนระบบ ในเครือข่ายทั่วหลายจังหวัด

ดิฉันสิ้นสุดการเป็นหัวหน้างาน ของลูกน้องหลายคนที่บางคนอาจจะชอบในสิ่งที่เราทำอยู่ หรืออาจจะเกลียดในสิ่งที่ฉันได้ตำหนิติเตียนไป ซึ่งสิ่งที่ดิฉันได้กระทำลงไปนั้น ดิฉันเห็น

สมควรแล้วว่ามันจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้น ทุกอย่างมีเหตุผลของมัน ทำหน้าที่เต็มที่แล้ว


ดิฉันได้ตัดสินใจขายบ้านในกทม.ทิ้ง ที่ซื้อมา ขายให้กับเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งที่ไม่ใช่สายงานเดียวกับดิฉัน

ด้วยราคาแพงกว่าที่ดิฉันซื้อมาอีกนิดหน่อย แต่คนที่สนใจเขาเสนอซื้อต่อในราคาสูงเป็นเท่าตัวในราคาx.x ล้านบาท

หลังจากที่ได้เช็คจากการประเมินราคา สภาพบ้าน ค่าซ่อมและปรับปรุง ค่าธรรมเนียมและค่าภาษีต่างๆในการโอนกรรม

สิทธิ์แล้วนะคะ ทั้งนี้ดิฉันไม่ได้เป็นคนตั้งราคาเอง แต่คนซื้อเขาเสนอมาให้ ดิฉันก็ไม่ลังเลที่จะขาย ไม่คิดว่าตัวเองโชคดี

หรือลาภลอยก็ไม่รู้ เพราะขนาดอยู่ในกทม ดิฉันยังใช้เงินแค่หมื่นกว่าบาท ค่าไฟ5ร้อยกว่า ค่าน้ำ300บางเดือนน้อยบาง

เดือนเยอะกว่านี้ เพราะต้องซักผ้าทุกอาทิตย์ วันเสาร์ทำงานบ้าน วันอาทิตย์ไปข้างนอกซื้อของเติมเข้าบ้าน ตลอดหลังๆ

มานี้ดิฉันใช้ชีวิตแบบฉันเกิดมาเพื่อทำงานใช่มั้ย ถามตัวเองซ้ำๆว่า ชีวิตนี้ไม่คิดจะหาความสุขให้ตัวเองบ้างเลยใช่มั้ย


จะทำงานจนตายเลยใช่มั้ย ตอบไม่ได้สักที จนกระทั่งเขาเสนอซื้อต่อเพื่อที่จะพักอาศัย เนื่องจากทำเลตรงนี้

มันเหมือนมีสิ่งอำนวยความสะดวกพอสมควรรอบบ้าน ใกล้โรงพยาบาลเอกชนและภาครัฐหลายแห่ง ใกล้ bts หลายจุด และระแวกรอบบ้าน มีตลาดสดใหญ่หลายแห่งมากมายใกล้คลินิกเสริมความงามและคลินิกรักษาโรคทั่วไป

ใกล้ห้างสรรพสินค้า ถ้ามีมอเตอร์ไซต์สักคันนี่เหมาะเลย ขับแปบเดียวถึง แต่แนะนำว่านั่งแท็กซี่จะปลอดภัยที่สุด


ตอนนี้ดิฉันได้กลับบ้านต่างจังหวัดแล้ว หลังจากกลับบ้านดิฉันก็พักผ่อนอยู่อาทิตย์นึง แล้วก็เกิดไอเดียอยากสร้างบ้านที่มีพื้นที่ดินว่างเปล่าพอที่จะสร้างบ้านได้แบบน่าอยู่เล็กๆสักหลังนึงได้ ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ บ้านที่จะสร้างใหม่นี้ อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับบ้านของพ่อแม่ค่ะ

อยากใช้ชีวิตแบบส่วนตัวจริงๆ เพราะชินกับการอยู่คนเดียวมาสิบกว่าปี คิดว่าบางคนที่เข้ามาอ่านก็คงเข้าใจเราไม่มากก็น้อย

เราก็คิดอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ จนสรุปว่าอยากได้บ้านสไตล์โมเดิร์นสักหลัง ด้วยงบ 8.5 แสนบาทเป็นบ้านชั้นเดียว ยังไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ข้างในนะคะ

บางคนอาจจะคิดและไม่เชื่อนะคะ มีบ้านในกรุงเทพราคา 3.5 ล้าน แต่พอกลับต่างจังหวัดจะอยู่บ้านราคา 8 แสน จะอยู่ได้เหรอ


ตอบค่ะ อยู่ได้ค่ะ สบายมากๆเลย เราเน้นบ้านไม่แพงแค่ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกค่ะ5555

เราเป็นคนใช้เงินแล้วต้องคิดว่ามันจะคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน อีกอย่างบ้านที่จะสร้างนี้เราอยู่แค่คนเดียว

เพราะเราไม่มีครอบครัว ไม่มีแฟน ไม่มีลูก ก็เหงานะคะแต่ชอบชีวิตแบนี้ใครจะว่าเราอาภัพรักเราไม่เคยสนใจ

กลับรู้สึกสบายมากกว่าซะอีกเงินส่วนที่ขายบ้านนั้นจะพยายามใช้ให้น้อยที่สุด เพราะแก่ตัวไป ไม่อยากเป็นภาระ

ให้น้องๆแล้วก็หลานๆดูแลเกินไป อยากเป็นคนชราที่แข็งแรงเหมือนรุ่นตายาย ชีวิตนี้เราไม่เคยมีแฟน ตอนเรียนก็

คือมีแต่เพื่อน เพื่อน และก็เพื่อน ก็มีแอบปลื้มๆอยู่บ้างแต่ก็ไม่ถึงขนาดต้องคุยกัน เราเป็นคนชอบคนยากด้วย

ชอบยากมากค่ะ แต่ปลื้มนี่คือปลื้มจนนับชื่อไม่หมดแต่ก็เป็นธรรมดาค่ะที่เราจะปลื้มใครสักคนเนอะ555

ทั้งนี้เราบ้านใหม่ที่กำลังจะสร้าง ยังอยู่ในช่วงดำเนินการอยู่ค่ะ เสร็จแล้วจะมารีวิวให้ดูนะคะ


ตอนนี้เราก็เป็นตกงานอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วสิ่งที่ควรจะทำต่อไปก็คือ หางานทำซะ

แน่นอนว่างานที่จะทำก็คือค้าขาย เพราะเราจะไม่หวนกลับไปสังคมออฟฟิศอีกแล้ว มันถึงจุดอิ่มตัว

ตอนนี้เราขายข้าวมันไก่ทอดต้ม/ไก่ทอด/หมูทอดสามชั้นกระเทียมพริกไทย

อยากบอกว่า หมูสามชั้นทอดกระเทียม กินกับข้าวมัน แล้วอร่อยจนคนขายจะอ้วนแล้วค่ะ555555


เราขายอยู่ 3 อย่างก่อน รอดูว่าผลตอบลัพธ์จะเป็นอย่างไร ส่วนมากเราจะขายให้เด็กมหาลัยและคนทำงานซะส่วนใหญ่

ขายดีมากค่ะ ไม่คิดว่าจะขายดีขนาดนี้ ซื้อของตอนบ่ายๆ เตรียมของอะไรเสร็จ เริ่มขาย บ่ายโมงเย็น ยังไม่ถึง 4โมงเย็นก็ขายหมด ลูกค้าที่มากินบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย ชอบน้ำจิ้มของข้าวมันไก่ที่ไม่เผ็ดเกินไป และไก่ต้มนั้นนิ่มได้กลิ่นของขิงและสมุนไพร เราชื่นใจมาก ไม่คิดว่าเราจะทำได้ดีขนาดนี้ จากพนักงานออฟฟิศมาเป็นแม่ค้าข้าวมันไก่ แต่เรามีความสุขกว่าตอนทำงานประจำอีกค่ะ55555

มันมีความสุข มันไม่กดดันเหมือนตอนทำงานประจำที่ต้องเครียดสาระพัด เรียกได้ว่าเข้าสู่ช่วงเช้าชามเย็นชามของจริง แต่เราสนุก เราจะขายแบบมีกล่องกระดาษนะคะ ไม่มีหน้าร้าน เราขี้เกียจล้างจานค่ะ เลยขายแบบเน้นให้ลูกค้าซื้อไปกินที่บ้านมากกว่า ก็ได้รับการตอบรับที่ดีค่ะ แต่ยังไม่กล้าลงทุนเยอะ เท่าไหร่ เพราะกลัวว่าลงทุนแล้วมันจะขายดีได้แค่พักนึงแล้วกลัวคนจะเริ่มเบื่อ เราทำงานมานานเรารู้ดีเรื่องพวกนี้ ฉะนั้นมันเป็นประโยชน์ที่เรารู้ทัน เลยไม่ประหม่าดีที่สุด


อากาศบ้านเราคือร้อนสุดๆ พอขายเสร็จบางวันถ้ายังมีแดด เราก็จะปั่นจักรยานไปเล่นน้ำแม่ปิงแถวบ้าน ไปนั่งกดโทรศัพท์กลางหาดทราย นั่งรับลมโชย ลมมาที หัวเราแทบปลิวอ่ะลมแรงมาก เรามีความสุขนะ เราได้เห็นรอยยิ้มของคนแก่ ได้เห็นรอยยิ้มของเด็กที่มาเล่นน้ำ แถมยังมีของกินขายเต็ม มีให้เลือกหลายหลายราคาไม่แพง เด็กๆชาวบ้านเอื้อมถึงซื้อกินสบาย น้ำปั่นลูกชิ้นทอดของทอด เยอะแยะริมน้ำปิง

มันทำให้เราฉุกคิดในหัวว่า เออ ! " ฉันไปอยู่ที่ไหนมาวะ ทำไมฉันไม่ลาออกจากงานมาตั้งนาน ทำไมฉันไม่ลาออกให้เร็วกว่านี้ ตอนนั้นฉันทำไม ทำไม ทำไมเต็มหัวไปหมด "


ตอนนี้เรารู้ซึ้งแล้วว่าบ้านเกิดนั้นสบายใจที่สุด ไม่มีที่ไหนสบายใจและมีความสุขมากที่สุดเท่าบ้านเกิดตัวเอง คหสต นะคะ จังหวัดเราไม่ใช่เมืองเที่ยว ไม่ค่อยมีชาวต่างชาติ ส่วนมากจะเป็นคนพื้นที่ อยากเดินห้างก็ต้องเข้าเมือง 15 กิโลสำหรับคน นอกเมือง แต่เราอยู่ในเมืองค่ะ จึงไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์เวลาไปข้างนอก ไม่ไกลเท่าไหร่ อยู่ต่างจังหวัด รถยนต์เราแทบ ไม่ค่อยได้ใช้ จะใช้ก็ตอนเป็นอิบ้าซื้อของเตรียมขายข้าวเท่านั้น ถ้าไปห้างหรืออะไรที่ต้องซื้อเยอะก็จะใช้รถยนต์ ตอนนี้รถเครื่อง (ต่างจังหวัดเขาจะเรียกว่ารถเตอร์ไซต์ว่ารถเครื่องค่ะ)เราขับรถเครื่องจนเก่งแล้วค่ะ มาแข่งกับเราได้นะคะ แซวๆ


ตอนนี้จังหวัดเราก็ยังไม่มีคนติดเชื้อโควิด-19 นะคะ ก็จะพยายามใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ

แต่คนในหมู่บ้านเราก็ยังใช้ชีวิตกันตามปกติ เพราะส่วนมากจะเป็นคนท้องถิ่น ไม่ใช่เมืองเที่ยว เป็นจังหวัดธรรมดาของ

เมืองภูมิพลเขื่อนใหญ่และวัดหลวงพ่อทันใจค่ะ ตอนนี้เวลาว่างของเราก็คือหาเรื่องปลูกผักอีกแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะปลุกอะไร ช่วงนี้เอามะละกอมาซอยมาทอดชุบแป้งทอดจนเบื่อแล้วล่ะ เป็นห่วงไขมัน เลยเลิกไปก่อน กินมา 2 วันติดแล้ว


พอก่อนแค่นี้นะคะ เขียนไม่หมดยังอยากเขียนเล่าอีก แต่คาดว่าคืนนี้ก็คงไม่จบแน่ๆ ยังไงคนที่ตกงานเหมือนกันแล้วกลับบ้านต่างจังหวัด ก็เข้ามาแชร์ชีวิตหลังตกงานให้เราได้อ่านบ้างนะคะ เราชอบอ่านค่ะ สวัสดีค่าาาาา


ปล. ใครมีที่เที่ยวดีๆ มาแชร์กันหน่อยนะคะ ส่วนตัวอยากไปเที่ยวกระบี่ตามเกาะมากแต่กลัวขับรถไม่ไหว รอให้โรคระบาดซาลงก่อนค่อยว่ากัน5555


กระทู้ต้นทาง :https://pantip.com/topic/39733428

0 views0 comments

Recent Posts

See All