"หุ้นปันผล"ขั้นเทพ!! เลือกอย่างไรให้โดน



"หุ้นปันผล"ขั้นเทพ!! เลือกอย่างไรให้โดน #ได้ปันผลคือผลตอบแทนการลงทุน #ได้คิดถึงคุณคือผลตอบแทนของหัวใจ

ตลาดหุ้นช่วงนี้ เอาใจยากเกิ้นนน ผันผวนคล้ายเป็นไบโพลาร์ เวลาขึ้นก็พุ่งปรี๊ดเร้าใจ เวลาลงก็พรวดพราดไม่สนอะไรทั้งนั้น “หัวจะปวด” ว่าเลือกหุ้นมาดีแล้วยังแอบถามตัวเองว่าเอาไงกะชีวิตดีเนี่ย . จังหวะที่ใจคอไม่ดีนี้ #เสี่ยวCREW ก็แอบไปอ่านบทความแนะนำของตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับทางเลือกยามหุ้นผันผวน คือ การลงทุนใน "หุ้นปันผล" ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นที่ปลอดภัย (Defensive Stock) . แม้หุ้นกลุ่มนี้เมื่อลงทุนแล้ว อาจไม่ค่อยได้กำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain) สูงมากนัก แต่ก็จะมีการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ดีต่อเนื่อง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดแรงกดดันต่อความผันผวนของตลาดหุ้น . ปกติแล้วหุ้นปันผลที่ดี ต้องมีอัตราจ่ายเงินปันผลสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ สมมติว่าอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% หุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้นปันผลจะต้องมีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงกว่า 3% เป็นต้น . นอกจากนี้จะต้องสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยรวม หรือสูงกว่าอัตราเงินปันผลตอบแทนของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน . นอกจากอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ดีแล้ว หุ้นตัวนั้นต้องเป็นหุ้น Low Beta จะช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนลงไปได้อีก . “ค่าเบต้า” (Beta) ไม่ได้ใช้กันฝ้านะครับ ผ่ามมม !! แต่มันเป็นเครื่องมือชี้วัด ที่ใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น กับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นโดยรวม . โดยนิยามดัชนีของตลาดหุ้นจะมีค่าเบต้าเท่ากับ 1.0 และค่าเบต้าของหุ้นแต่ละตัว จะมีการจัดอันดับตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ขึ้นลง เทียบกับดัชนีของตลาดหุ้น . ดังนั้น หุ้นที่มีค่าเบต้ามากกว่า 1 จะมีความผันผวนมากกว่าตลาดโดยรวม ตรงกันข้ามหุ้นที่มีเบต้าต่ำกว่า 1 จะมีความผันผวนน้อย . หากตลาดหุ้นอยู่ในช่วงผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 (Low Beta) เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน และแน่นอนว่าหุ้นที่ Low Beta มักจะให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งสามารถเป็นกันชนช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นได้ . จากการคัดกรองของ ตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ข้อมูล ณ 3 พ.ค. 65 มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ 1. อัตราเงินปันผลตอบแทนมากกว่า 5% ตลอด 5 ปี (60 – 64) 2. อัตราเงินปันผลตอบแทนมากกว่า 5% ในรอบ 12 เดือน 3. ค่าเบต้าน้อยกว่า 1 4. กำไรสุทธิเป็นบวกตลอด 5 ปี (60 – 64) 5. P/E Ratio ไม่เกิน 16 เท่า (อ้างอิงกับค่าเฉลี่ย P/E Ratio ของตลาดหุ้นไทย 20 ปีซึ่งเท่ากับ 16 เท่า) . หุ้นที่ตรงสเปค โบ๊ะ บ๊ะ มีอยู่ 8 ตัวครับ หุ้นกลุ่มนี้ให้ยีลด์เฉลี่ยรอบ 5 ปีหลัง 5.71 - 9.96% มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 ทั้งหมด และ P/E เพียง 6.89 - 13.25 เท่า เท่านั้น . อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังเหลาให้อ่านอยู่นี้ ใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น สถิติที่นำเหนอเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นไปแล้ว มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนนะจ๊ะ ^^

6 views0 comments