แฉ!! แก๊งค์โจรตลาดหุ้น



แฉ!! แก๊งค์โจรตลาดหุ้น #ไม่อยากเป็นโจรไปปล้นใครอยากเป็นโจรปล้นใจเธอคนเดียว #ตลาดหุ้นโจรเพียบ #โทษน้อยกำไรเยอะ เพิ่งบ่นลอยๆไปในบทความก่อนหน้านี้ว่า “ปั่นหุ้น” แม่มมโทษเบาเกิ้นน ปรับไม่กี่ล้าน เมื่อเทียบกับเงินที่กลุ่มคนเหล่านี้ได้ไปจากตลาดหุ้น จากรายย่อย ล่าสุดมีประกาศลงโทษจาก ก.ล.ต. อีกสองเคสจ้าา กรณีสร้างราคา AIRA ผู้กระทำผิด 5 รายโทษปรับรวม 5.59 ล้านบาท / กรณีสร้างราคา JAS และ MONO โดยพระเอกที่ชื่อ พิชญ์ โพธารามิก และพวกอีก 2-3 คน โทษปรับรวม 160 ล้านบาท บอกเลย!!สิวๆ โทษแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วง แม้โดนแบล็กลิสต์ก็อยู่เบื้องหลังไปอีกยาวๆ “ปั่นหุ้น สร้างราคา” เป็นแค่พฤติกรรมบางส่วนของสายดาร์คพวกนี้ ชีวิตจริงของการปล้นในตลาดทุนลึกซึ้งกว่านั้นมากและถูกออกแบบมาอย่างดี นักลงทุนรายใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวกับพวกเราว่า “ในตลาดหุ้นโจรเยอะสุดแล้ว” และเราถามกลับ “พี่เป็นโจรด้วยไหม?” คำตอบคือ “เฮ้ย..ไม่ขนาดนั้นพี่แค่รู้ทันโจรและหาผลประโยชน์ได้” #เสี่ยวCREW อ่าน บทความชิ้นหนึ่งของ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ อธิบายโมเดลการขบวนการปล้นเงินออมของประชาชนผ่านตลาดทุน ไว้ได้สนุกดี เลยเอาบางส่วนมาให้อ่านและรู้ทันโจรไปด้วยกัน หลายปีมานี้ตลาดทุนเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะการขึ้นของตลาดหุ้นจากการพิมพ์เงินจากอากาศของ Fed ทำให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ตราสารทางการเงินทั่วโลก ตลาดหุ้นไทยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับอานิสงส์ ไปด้วย ทำให้คนยิ่งมาสนใจตลาดหุ้นมากขึ้นอีกเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจนไม่เหลือผลตอบแทน จึงขนเงินออมออกมาเพื่อลงทุน (หรือเข้าบ่อน) แต่ขบวนการปล้นเงินผ่านตลาดทุนก็มีการพัฒนารูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น การโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อ KPI ของอุตสาหกรรมการเงิน รวมถึงการฟอกเงิน โดยมีโมเดลของบริษัทยักษ์พลังงานแห่งหนึ่งเป็น Idol มีขั้นตอนดังนี้ Step 1 หาบริษัทเล็กๆ ที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่หลัก 50 กว่า จนถึง หลาย 1,000 ล้าน ราคาหุ้นจะมีตั้งแต่ต่ำ 10 บาท ถ้ายิ่งต่ำกว่า 1 บาท ยิ่งดีมากๆ กระจายการถือครองหุ้นไปให้กับทีมงานและสร้างเรื่องราวการเติบโตของบริษัท ออก Roadshow และมีนักวิเคราะห์บางคนให้สัญญาณออกสื่อ ทีมงานก็สร้าง Volume การซื้อขายล่อเม่า Step 2 ลากราคาหุ้นไปยังจุดนัดหมาย เช่น จาก 50 สตางค์ ลากไป 15-18 บาท ช่วงเวลาการลากนี้ อาจกินเวลา 2-4 เดือน จนถึง 3-4 ปี ก็แล้วแต่ขบวนการ เพราะต้องให้ค่า commission แก่ผู้ประกอบการด้วย เป็นการเอื้อเฟ้อเผื่อแผ่ และสร้างรายได้ให้ธุรกิจ นักวิเคราะห์ก็จะขยันเชียร์ออกสื่อ และบางสื่อที่ออกจะมีแต่ความดีงามของหุ้น ช่วงนี้เม่าจะเข้ามามากมาย หุ้นจะมีแต่การเติบโตประมาณว่าจะไปสู่อวกาศ Step 3 เมื่อมาถึงเป้าหมายตามนัด ก็ทยอยปล่อยหุ้นในมือออกไป เมื่อหุ้นอยู่ในมือรายย่อยเป็นส่วนใหญ่แล้ว ก็ทุบเพื่อให้เม่าเฉลี่ยและติดจนงัดไม่ออกและทุบลงไปเรื่อยๆ เรียกว่า ลากมาเฉือด หรือปล้นครั้งที่ 1 นักวิเคราะห์ที่เชียร์ก็จะหายศีรษะไป ไปเชียร์ตัวอื่นต่อทำเป็นลืมๆไป Step 4 เมื่อหุ้นกระจายไปให้รายย่อยหมดแล้วและทุบจนโงหัวไม่ขึ้น ก็ประกาศเพิ่มทุน!! เรียกว่าปล้นครั้งที่ 2 จากนั้นผู้คนที่เกี่ยวข้องก็จะเชียร์ให้เพิ่มทุน โดยมีวลีแบบอมตะวาจา ว่า ถ้าไม่เพิ่มทุนก็จะ dilute (มูลค่าลดลง) Step 5 เมื่อเพิ่มทุนเรียบร้อยแล้วก็ทุบต่อ จนไม่ต้องหายใจอีกต่อไป จากนั้นเมื่อ Equity (หุ้น หรือเงินทุน) เพิ่มก็ไปทำการปล้นธนาคารด้วยการขอวงเงินกู้ให้ D/E Ratio สูงประมาณ 2-3 เท่าของเงินทุนที่ไปปล้นมา เรียกว่าปล้นครั้งที่ 3 (เพราะเดี๋ยวนี้บางธนาคารสามารถปล่อยกู้ 3-4 หมื่นล้าน โดยไม่ต้องผ่านบอร์ด) Step 6 เมื่อ D/E Ratio สูงจนถึงเพดานธนาคารแล้ว ก็ไปปล้นคนรวยต่อด้วยการออก ตั๋วเงิน หรือ ตั๋ว B/E ทำให้มี D/E Ratio ขึ้นไปที่ 2-7 เท่า การออกตั๋วเงินปัจจุบันมีปริมาณประมาณ 3.8 แสนล้านบาท คุณลองคิดดูนะไปขอสินเชื่อธนาคาร มีการตรวจสอบโครงการกว่าจะปล่อยสินเชื่อให้ แต่การออกตั๋วแค่ตรวจสอบงบบัญชีจากคนทำงานไม่กี่คน ซึ่งเราก็รู้กันว่างบบริษัทที่อยู่นอกตลาดเป็นงบแบบไหน แต่สามารถออกเป็นตั๋วเงิน และขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงินในธนาคาร และเป็นวงเงินหนี้ที่สูงกว่าธนาคารจะอนุมัติให้ เหอะๆ Easy Money Step 7 อันนี้เริ่มทำได้ตั้งแต่ช่วงแรกๆเลย คือ สร้างโครงการแล้วเอาเงินจากบริษัทแม่ไปเปิดบริษัทลูกโดยใส่เงินสดเข้าไปในนามของเงินทุนหรือ equity และเอาทุนที่ลงไป ไปขอสินเชื่อธนาคารและออกตั๋วเงิน ตัวอย่างเช่น บริษัทพลังงานทดแทนแห่งหนึ่งถูกสร้างภาพเป็นบริษัทแห่งอนาคต จนวันนี้กลายเป็นบริษัทแห่งรัตติกาลไปเรียบร้อย ได้ทำการลากราคาหุ้นจาก 50 สตางค์ไปกว่า 15 บาท จากนั้นประกาศเพิ่มทุน ขอกู้ ออกตั๋ว และออกบริษัทลูกอีกกว่า 40 บริษัท จากมีฐานทางการเงินไม่กี่ร้อยล้าน วันนี้มีฐานะมากกว่า 15,000 ล้าน มีบริษัทเช่นนี้เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์หลาย 10 บริษัท ลองนึกดูนะบริษัทมี Market Cap ไม่กี่ร้อยล้าน ถูกสร้างไปขายที่มูลค่าหลายหมื่นล้าน และคนขนเงินออมไปซื้อที่ตรงนั้น วันนี้มูลค่าเหลือไม่ถึง 20% ของวันที่ซื้อมา เงินออมของประชาชนถูกขบวนการนี้ปล้นไป น่าจะหลัก 1-2 ล้านล้านบาท (ล้าน 2 ตัวนะ) ทั้งการซื้อหุ้นและขายตราสารหนี้ด้อยคุณภาพออกไป เงินที่ถูกปล้นไป ทำให้เงินเคลื่อนย้ายจากคนส่วนใหญ่ไปสู่คนไม่กี่คนและยักยอกเงินออกไป เศรษฐกิจประเทศถึงไม่สามารถขับดันการบริโภคได้ครับเข้าใจยัง เมื่อเป็นอย่างนี้อีกไม่นาน เมื่อไม่มีเงินใหม่เข้ามา การพังทลายของตลาดหุ้นก็จะเกิดขึ้น สรุป: เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นตลอด เรียนรู้พฤติกรรมชั่วและอยู่ห่างๆ โลกแม่งไม่เคยยุติธรรมหรอกฮะ ขบวนการเหล่านี้ชาวบ้านตาดำๆไม่มีวันได้เอี่ยว มีแต่จะตกเป็นเหยื่อ คนได้ประโยชน์ก็เพียงแค่กลุ่มทุน ชาวแก๊งค์คนใหญ่ คนโต มีตังค์ มีอิทธิพล ยิ่งอีพวกบริษัท กลุ่มทุน กลุ่มผู้บริหาร ที่ชอบเข้าประตูหลัง (Backdoor Listing) ส่วนมากมาแนวเลวแทบทั้งสิ้น เวลาโดนลงโทษก็เบาอย่างที่บอกไป ไม่สะทกสะท้านหรอก ก็ไม่รู้หน่วยงานกำกับดูแลจะเปิดช่องให้ทำนาบนหลังคนกันไปถึงไหน แต่นั่นล่ะหน้าที่เราคือดูแลตัวเอง ในตลาดหุ้น “หุ้นดี” มันก็มีอยู่จริงฮะ ไม่ใช่เลวเสียหมด ไปเลือกไปหากันเถอะ ขอบคุณ อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ เจ้าของบทความต้นฉบับอีกครั้งฮะ

4 views0 comments