โอกาสของ 5 สินค้ายอดฮิตติดใจคนจีน


โอกาสของ 5 สินค้ายอดฮิตติดใจคนจีน #แม้ทัวร์จีนจะจืดจางห่างหายแต่รักเธอมากมายไม่เคยหายไป

สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยดูเหมือจะเลวร้ายมากขึ้น หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เคยหลั่งไหลมาไทยในช่วงก่อนหน้านี้ลดลงอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้าไทยเดือนก.ย. 2561 มีจำนวน 647,6664 คน หดตัวถึง 14.90% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีจำนวน 760,972 คน ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน 8,376,049 คน เพิ่มขึ้น 13.30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

มีการวิเคราะห์กัน ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหดตัวอย่างมาก คือ 1.) ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยลดลงหลังเกิดเหตุการณ์ "เรือฟินิกซ์" ล่มที่ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเสียชีวิตถึง 47 คน และบาดเจ็บ 37 คน 2.) เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญปัญหาสงครามการค้า ทำให้กำลังซื้อด้านการท่องเที่ยวลดลง

แม้ความคาดหวังให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโค้งสุดท้ายของปีจะดูเลือนลาง แต่รัฐบาลไทยยังมีความพยายามอัดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวและผ่อนปรนวีซ่า แถมด้วยปฎิบัติการกู้ซาก "เรือฟินิกซ์" สุดท้ายคงต้องเอาใจช่วยกันต่อไปว่าจะเรียกแขก เรียกความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนให้เข้ามาไทยได้ตามเป้า 10.5-11 ล้านคนได้หรือไม่ ??

แต่ด้วยจำนวนประชากรของประเทศจีนที่มากถึง 1,400 ล้านคน ประเทศไทยยังพอมีหวังอยู่ หากวางกลยุทธ์แจ่มๆในการดึงนักท่องเที่ยวชาวจีนให้กลับมาสร้างรายได้ให้กับประเทศ สินค้ายอดนิยมของไทยก็เช่นกัน มีสินค้าหลายตัวทีเดียวที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวจีนชนิดที่ ว่า เจอที่ไหนกวาดหมดเชลฟ์ ฟาดเรียบ แต่ปัจจุบันก็แอบเงียบกริบลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่บางตา

แต่!!ใช่ว่าจะต้องหมดหวัง ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไป ด้วยแบรนด์สินค้าอันเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว จุดนี้ถือเป็นความได้เปรียบ หากผู้ประกอบการรายนั้นๆเข้าไปขายสินค้าโดยตรงในตลาดจีน โอกาสนี้ชาวคณะการลงทุนมีความเสี่ยวขอยกตัวอย่าง 5 อันดับสินค้ายอดนิยมที่ชาวจีนมาไทยแล้วต้องหิ้ว ซึ่งในปัจจุบันแต่ละแบรนด์ได้เริ่มมีการปรับกลยุทธ์เพื่อเจาะตลาดกันอย่างจริงจัง (ขออภัยที่ไม่ได้กล่าวถึงบางผลิตภัณฑ์ อ่อ..เราไม่ได้สปอนเซอร์จาก 5 รายนี้เช่นกัน ไม่ต้องเหน็บนะจ๊ะ)

#"Beauty Buffet" เครื่องสำอางใช้ดีที่คนจีนบอกต่อ !!

นักท่องเที่ยวชาวจีนมีความชื่นชอบผลิตภัณฑ์ความงามของไทย โดยเฉพาะสินค้า "Beauty Buffet Milk Serie" ที่มีทั้งสบู่ โลชั่น มาสก์ โฟมล้างหน้า และลิปสติกเบอร์ 9 ในตำนาน เพราะด้วยคุณภาพสินค้าที่ดีและราคาไม่สูง ทำให้เกิดการบอกต่อกันเป็นของฝากติดอันดับต้นๆ ส่งผลให้ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลักดันยอดขายสินค้า "Milk Serie" และ ลิปสติกเบอร์9 ในตำนาน เติบโตแบบเว่อร์วังในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้แบรนด์ของ "Beauty Buffet" ได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนไปเป็นที่เรียบร้อย ทำให้บริษัทสามารถทำการตลาดสร้างการรับรู้ในสินค้าเครื่องสำอางใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคชาวจีนได้ไม่ยาก

ล่าสุด Beauty Buffet ผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่ม Luxury Collection เพื่อขึ้นมาเป็น Product Champion ทดแทนสินค้าเดิม และได้เข้าไปขยายช่องทางขายสินค้าเครื่องสำอางในตลาดจีนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งแนวทางแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายในจีน เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในช่องทางต่างๆ และช่องทางขายรูปแบบใหม่ Cross-Border E-commerce หรือการซื้อขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม ปัจจุบันได้ดำเนินการไปแล้ว 5 แพลตฟอร์มหลักของจีน ประกอบด้วย TMALL / KAOLA / VIP / YUNJI และ JD และอยู่ระหว่างเจรจาลงนามเพิ่มอีก 3-4 แพลตฟอร์มที่เป็นช่องทางการขายสินค้าหลักในจีน

และเพื่อขนานไปกับกลยุทธ์ O2O (Online to Offline synchronization) บริษัทได้ขยายสาขาในต่างประเทศทั้งรูปแบบ Shop License และ Product Distributor ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายหลากหลายประเทศ เช่น ฮ่องกง,อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,เมียนมา และลาว เป็นต้น

สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ "Beauty Buffet" ย้อนหลัง 4 ปี (ปี2558-2561)

- ปี2558 รายได้รวม 1,792 ล้านบาท กำไรสุทธิ 402 ล้านบาท - ปี2559 รายได้รวม 2,558 ล้านบาท กำไรสุทธิ 656 ล้านบาท - ปี2560 รายได้รวม 3,735 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,229 ล้านบาท - 9 เดือนแรกปี2561 รายได้รวม 2,844 ล้านบาท กำไรสุทธิ 867 ล้านบาท

#"ถั่วโก๋แก่" (Koh-Kae) มันทุกเม็ดติดใจพี่จีน

บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ดำเนินกิจการมาแล้วกว่า 40 ปี แต่ด้วยการปรับกลยุทธ์เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี จึงทำให้แบรนด์ "ถั่วโก๋แก่" มีส่วนแบ่งการตลาดขนมขบเคี้ยวชนิดถั่วเบอร์หนึ่งของไทยด้วยสัดส่วน 86% แต่ที่น่าสนใจคือเป็นบริษัทมีสัดส่วนส่งออกเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับสินค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน มีตัวแทนจำหน่ายทั่วโลกกว่า17 ประเทศ พร้อมส่งออก 50 ประเทศทั่วโลก และมียอดส่งออกไปจีนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาดส่งออกทั้งหมด ล่าสุดอยู่ระหว่างขยายตลาดผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ในแพลตฟอร์ตต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าชาวจีนได้โดยตรง

ด้วยแบรนด์ "ถั่วโก๋แก่" ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมของชาวจีนอยู่แล้ว จึงเป็นปกติหากมาท่องเที่ยวในไทยต้องซื้อกลับไปเป็นของฝาก

สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัท โรงงานแม่รวย เจ้าของแบรนด์ "ถั่วโก๋แก่" ย้อนหลัง 3 ปี (ปี2558-2560)

- ปี2558 รายได้รวม 1,855 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10.39 ล้านบาท - ปี2559 รายได้รวม 2,092 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10.32 ล้านบาท - ปี2560 รายได้รวม 2,099 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6.60 ล้านบาท

#"ยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว" โคตรเชยแต่โคตรดี

"ยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว" หากใครเคยกินจะรู้ว่าสัมผัสแรกเมื่อเข้าปากเหมือนกินดินแต่เพียงไม่นานความฟินจะมาเยือน แถมเมื่อควักซองออกมารับรองว่าเพื่อนล้อกันทั้งวง

แบรนด์ยาอมแก้ไอในตำนานนี้มีอายุกว่า 80 ปี ที่ผ่านมายอดขายสินค้าในประเทศมีสัดส่วน 80% แต่หากเจาะลึกยอดขายทั้งหมดเกือบ 50% ของยอดขายทั้งปี เกิดจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเหมาซื้อเป็นของฝากกลับประเทศ ดังจนปัจจุบันมีของก๊อปออกมาเพียบในท้องตลาด

ปัจจุบันบริษัทปรับกลยุทธ์ขยายช่องทางจำหน่ายผ่าน คิงพาวเวอร์ แหล่งช้อปปิ้งชั้นนำของชาวจีน ขยายตลาดต่างประเทศผ่านพันธมิตรเพิ่มเติม ออกงานแสดงสินค้าทั้งในจีนและประเทศอื่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำการตลาดผ่านโซเชี่ยลมีเดีย (ทั้งๆที่ไม่เคยทำ) อีกด้วย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ “ตะขาบ 5 ตัว” เป็นยาอมแบรนด์ชั้นนำระดับโลก

นอกจากยาอมตราตะขาบ 5 ตัว ซึ่งเป็นรายได้หลักแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ประกอบด้วย ยาขมเม็ด / ยากวาดมหาจักร์ / ยาแก้ปวดท้องบิด(ยาเม็ดเบอร์7)

สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) เจ้าของแบรนด์ "ยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว" ย้อนหลัง 3 ปี (ปี2558-2560)

- ปี2558 รายได้รวม 341 ล้านบาท กำไรสุทธิ 76 ล้านบาท - ปี2559 รายได้รวม 464 ล้านบาท กำไรสุทธิ 126 ล้านบาท - ปี2560 รายได้รวม 472 ล้านบาท กำไรสุทธิ 104 ล้านบาท

"NaRaYa" เจ้าของฉายา “กระเป๋ากรุงเทพ”

"NaRaYa" หรือ "นารายา" แบรนด์กระเป๋าผ้า สิ่งทอ และเครื่องประดับสัญชาติไทยแท้ เป็นสินค้ายอดฮิตกลุ่มท่องเที่ยวชาวจีน โดยปกติแล้วลูกค้าของนารายาเกือบ 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งชาวจีน สิงคโปร์ เกาหลี เพราะนิยมใช้กระเป๋าผ้ามากกว่ากระเป๋าหนัง ยิ่งกว่านั้นคือราคาไม่แพง แถมมีความคงทน ซึ่งในปัจจุบันก็มีร้านกระเป๋าที่หน้าตาคล้ายนารายอย่างกับแกะงอกขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อรองรับความขายดีและความนิยมด้วยเช่นกัน

ทำให้ถึงขั้นนักท่องเที่ยวตั้งฉายาให้นารายาว่า “Màngǔ Bāo” หมายความว่า “กระเป๋ากรุงเทพ” ปัจจุบัน "NaRaYa" ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 30 ปี มียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาถึงหลักพันล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัท นารายณ์ อินเตอร์เทรด จำกัด เจ้าของแบรนด์ "NaRaYa" ย้อนหลัง 3 ปี (ปี2558-2560)

- ปี2558 รายได้รวม 1,803 ล้านบาท กำไรสุทธิ 210 ล้านบาท - ปี2559 รายได้รวม 1,660 ล้านบาท กำไรสุทธิ 191 ล้านบาท - ปี2560 รายได้รวม 1,426 ล้านบาท กำไรสุทธิ 71 ล้านบาท

"ยาดมตรา โป๊ยเซียน" ใช้ดมใช้ทาจนเฮียติดใจ

"ยาดมตรา โป๊ยเซียน" แบรนด์ยาดมสมุนไพรสโลแกน "ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน" ยาดมที่คนไทยใช้ไม่เคยหมดหลอด(หายก่อน) ยาดมที่เด็กไทยใช้แกล้งเพื่อน ยาดมที่ฝาไม่รักดีเผลอแพบเดียวเหลือแต่ตัว

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจีนด้วยกลิ่นหอมสดชื่นจึงกลายเป็นสินค้ายอดฮิตที่ต้องพกติดตัวและซื้อกลับประเทศไปเป็นแผงๆ โดยปกติแล้วชาวจีนมีความนิยมสมุนไพรอยู่แล้ว ยิ่งสภาพอากาศที่ร้อน น่าเวียนหัว "ยาดมตรา โป๊ยเซียน" นับว่าตอบโจทย์นักท่องเที่ยวชาวจีนไม่แพ้สินค้าของใช้ประเภทอื่นๆ

น่าชวนคิดต่อไปว่าหากสินค้า OTOP ที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น ยาหม่อง น้ำมันนวด เป็นต้น หากนำมาโปรโมทเป็นที่รู้จักของชาวจีน คงเป็นโอกาสที่ดีช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและประเทศอีกมากอย่างแน่นอน

สำหรับผลการดำเนินงาน บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ "ยาดมตรา โป๊ยเซียน" ย้อนหลัง 3 ปี (ปี2558-2560) - ปี2558 รายได้รวม 577 ล้านบาท กำไรสุทธิ 198 ล้านบาท - ปี2559 รายได้รวม 673 ล้านบาท กำไรสุทธิ 235 ล้านบาท - ปี2560 รายได้รวม 755 ล้านบาท กำไรสุทธิ 269 ล้านบาท

14 views0 comments