โอไมครอน ทุบหุ้นไทยลึกแค่ไหน



โอไมครอน ทุบหุ้นไทยลึกแค่ไหน #โควิดชอบมาทำให้กลัวแต่เธอชอบมาทำให้รัก

"โอไมครอน" ยังแผลฤทธิ์อยู่ต่อไปนะครับ หุ้นไทยเองก็ยังคงได้รับผลกระทบปรับตัวลดลงเกือบ 100 จุดหลุด 1,600 จุดเส้นแนวรับของโบรกเกอร์หลายสำนัก หักปากกาเซียนกันไปหลายราย จนวันนี้ก็ยังลงต่อเนื่อง . แต่อย่างที่บอกไปเมื่อวานครับ “สติ” เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกเราได้ว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ #เสี่ยวCREW เอาข้อมูลของสำนักวิจัยต่างๆมาให้ดูเพิ่มเติมแล้วกัน เผื่อเป็นข้อมูลประกอบการสร้างสติ แล้วหาแนวทางการลงทุนกันต่อไป . “SET ไม่น่าหลุด 1,550 จุด” บล.เอเซีย พลัส ประเมินระยะสั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากโควิดสายพันธ์ใหม่ เมื่อหลุดเส้นแนวรับสำคัญคือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน อยู่ที่ 1,571 จุด จากข่าวเชิงลบกรณีที่นายสเตฟาน บันเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โมเดอร์นา คาดว่า วัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะมีประสิทธิภาพลดลงในการป้องกันโอไมครอน . ทำให้บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยในเชิงเซนติเมนต์ด้านลบเปิดกว้างมากขึ้น แต่ด้วยความกังวลครั้งนี้เชื่อว่าการปรับฐานน่าจะไม่หลุดแนวรับสำคัญที่ 1,550 จุด เพราะหากประเมินเชิง Valuation ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในระดับดัชนีฯที่ 1,571 จุดนับว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ . สะท้อนจากตัวเลขผลตอบแทน Earning yield Gap ที่เป็นส่วนต่างระหว่าง Earning Yield ของตลาดหุ้น เทียบกับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี อยู่ที่ระดับกว่า 4.70% หากนักลงทุนคลายความกังวลบ้าง มีโอกาสที่ดัชนีจะกลับมารีบาวด์ในระยะถัดไป อย่างไรก็ตามแนะนำให้ระมัดระวังหุ้นกลุ่มเปิดเมือง คือ กลุ่มท่องเที่ยว,กลุ่มสายบิน เป็นต้น . จากการสำรวจความสัมพันธ์เชิงสถิติช่วงเกิดโควิดรุนแรงแต่ละระลอก ช่วงเวลาที่พบการแพร่ระบาดใน Custer ใหม่ หรือพบโควิดสายพันธ์ใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) มักปรับฐานเฉลี่ย -5% (ตั้งแต่ -3% ถึง -6.6%) . กระแสการเคลื่อนย้ายเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) มักจะไหลออกทุกครั้งเฉลี่ย -2.7 หมื่นล้านบาท (8 พันล้านบาท-4.8 หมื่นล้านบาท) โดยการปรับฐานกินระยะเวลาสั้นยาวแตกต่างกัน . หากการการระบาดกระจุกตัวในพื้นที่จำกัด SET Index เคยปรับฐานเพียง 2-3 วันเท่านั้น แต่ถ้ากระจายตัวเป็นวงกว้างปรับฐานระยะยาว 1 เดือนครึ่งไปจนถึง 2 เดือน . กลยุทธ์ลงทุนเลือกเป็นกลุ่มส่งออก เพราะรับประโยชน์เซนติเมนต์เงินบาทอ่อนค่า มีโอกาสไปแตะแถว 34 บาท/ดอลลาร์ แนะนำหุ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น STGT / STA / NER / TU / KCE / SMT / MCS . “ตลาดหุ้นไทยไม่พังเหมือนกลางปี” บล.บัวหลวง ประเมินภาพใหญ่ตลาดยังอยู่ในโหมด “ระมัดระวัง” แต่การปรับฐานครั้งนี้ ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะแรงขายของ Panic sell บวกกับการปรับพอร์ตของนักลงทุนช่วงก่อนปลายปีตามปกติ จะไม่กินเวลานานและตลาดไม่ได้พังเหมือนโควิดฯระบาดในประเทศเมื่อกลางปีที่ผ่านมา . เพราะไทยมีการฉีดวัคซีนไปได้เร็วจะครบ 100 ล้านโดสแล้ว ยารักษาที่ตรงจุด กำลังจะเริ่มใช้งานจริงได้ในปลายปีนี้ . แนะนำต่อเนื่องสำหรับหุ้นเล่นกลุ่มขนาดกลางและเล็ก ที่มีปัจจัยหนุนราคาเฉพาะตัว ช่วยจำกัดความเสี่ยงราคาหุ้นขาลงตามตลาด และยังเปิด Upside เพิ่มจากธุรกิจใหม่ เช่น ECL / III / CHAYO / IP / SABUY . “ไม่กระทบเศรษฐกิจไทยร้ายแรง” บล.ยูโอบีเคย์เฮียน เชื่อว่าสถานการณ์ของโควิดสายพันธ์โอไมครอน อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมมากเท่ากับที่เคยเกิดขึ้นในระลอกก่อนเนื่องจาก . 1) อัตราการเฉีดวัคซีนที่สูงขึ้นมากในประเทศส่วนใหญ่ 2) องค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาโควิดที่ดีขึ้น 3) เทคโนโลยีของวัคซีน MRNA ที่ทำให้สามารถปรับปรุงวัคซีนได้เร็ว (ประมาณ 2-3 เดือน) 4) การตรวจในปัจจุบันยังสามารถใช้ได้ดี . ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้การเปิดประเทศสะดุด เพราะผลกระทบความรุนแรงของสายพันธุ์ใหม่ ทำให้หลายประเทศเริ่มประกาศห้ามการเดินทางจาก 8 ประเทศแอฟริกา และมีมาตรการเข้มข้นจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศไปอีกระยะ ซึ่งเป็นผลกระทบกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง . อย่างไรก็ตาม คงไม่กระทบกับการเปิดเมือง และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ ที่ยังจะได้แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ และการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศ . ดังนั้นจังหวะดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง เป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร, ค้าปลีก ขณะที่หุ้นการแพทย์และเครื่องมือแพทย์ อาจฟื้นตัวในระยะสั้น มองเป็นเพียงการเก็งกำไรเท่านั้น . เอาไว้ใช้เป็นไกด์ไลน์นะครับ ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด!! การมีโรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งวันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าร้ายแรงแค่ไหน ยังไงก็สร้างผลกระทบเชิงลบไม่มากก็น้อยอยู่ดีครับ

6 views0 comments