ตลาดหุ้นเกิดใหม่ยุค "ไบเดน"



ตลาดหุ้นเกิดใหม่ยุค "ไบเดน" “ฟองสบู่” หรือ “ขุมทรัพย์” ? #ไม่อยากพังเพราะหุ้นต้องระวัง #ไม่อยากพังเพราะคุณต้องทำไง

ลุงโจ ไบเดน สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯอย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยนะฮะ งานนี้มาพร้อมความหวังการพลิกฟื้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ "American Rescue Plan" ที่ใช้วงเงินสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

เม็ดเงินมูลค่ามหาศาลดังกล่าว กำลังจะเข้าสู่ระบบการเงินทั่วโลกในอนาคตอันใกล้

ซึ่งมันจะเป็นตัวแปรกระตุ้นราคาสินทรัพย์ทั่วโลกตอบรับในเชิงบวก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets ที่กำลังตกเป็นเป้าหมายการไหลเข้าของเม็ดเงินดังกล่าว

ตอกย้ำด้วยคำกล่าวของ เจเน็ต เยลเลน ว่าที่รัฐมนตรีคลังหญิงของรัฐบาลลุงโจ ไบเดน ที่ให้น้ำหนักด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ และลดน้ำหนักความสำคัญของการเร่งตัวของระดับหนี้สาธารณะ

ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจ ว่า...เมื่อเงินอีกมากมายนั้นออกมาพร้อมลุยแน่ๆ

แต่...เม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่รอบนี้ จะกลายเป็นโอกาสทำกำไรแค่ชั่วคราวก่อนเกิดปรากฎการณ์ฟองสบู่ระเบิดในตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือไม่ และควรลงทุนอย่างไร ?

#เสี่ยวCREW รวบรวมคำตอบจากผู้จัดการกองทุนมาให้ชมกันเป็นแนวทางฮะ

มีลุ้น!!เกิดฟองสบู่

มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตยุคสมัยนายโจ ไบเดน ที่เร่งอัดเงินเข้าสู่ระบบครั้งใหญ่อาจทำให้เกิดเป็นภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้เช่นกัน แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอันตรายจากปรากฎการณ์ดังกล่าว หากวิเคราะห์เกมการเงินของโลกจะพบว่า แนวทางการบริหารเศรษฐกิจของสหรัฐฯคือการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ขนาดงบดุลธนาคารกลางสหรัฐฯปัจจุบันเพิ่มมาอยู่ในระดับ 8 ล้านล้านดอลลาร์ และหากนับรวมกับปริมาณเม็ดเงินที่มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจยุคของโจ ไบเดน ก็จะยิ่งเร่งเพิ่มขนาดงบดุลสหรัฐฯพุ่งขึ้นตามไปด้วย แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งให้ตัวเลข GDP เติบโตเพื่อหวังมาชดเชยกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ใช้แนวทางหาเงินมาใช้หนี้ เพื่อลดระดับหนี้สาธารณะ ทำให้เชื่อว่าในระยะถัดไปสถาบันจัดอันเครดิตเรตติ้งอาจมองระดับหนี้สาธาณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นเรื่องปกติได้เช่นกัน ส่วนประเทศที่ไม่สามารถพิมพ์เงินออกมาได้ ผลกระทบ คือ สกุลเงินของประเทศนั้นๆจะส่งสัญญาณแข็งค่า แตกต่างกับประเทศพัฒนาแล้วที่พิมพ์เงินออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ สกุลเงินก็จะมีทิศทางอ่อนค่าเป็นผลบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันด้านส่งออกได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกันจะกระทบกับประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการส่งออกและรายได้จากภาคท่องเที่ยว ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

จับอาการ

หนึ่งในข้อสังเกตุของการเกิดปรากฎการณ์ฟองสบู่ คือ ปริมาณเม็ดเงินไหลเข้าระบบการเงิน มากกว่าที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแท้จริง สะท้อนจากราคาสินทรัพย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สวนทางกับอัตราการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับต่ำ ไม่ได้เกิดการหมุนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อถึงจุดที่ราคาสินทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานรองรับ หรือกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตไม่ทัน รายได้ประชาชนยังต่ำจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ได้ฟื้นตัว ควรต้องระมัดระวังว่ากลิ่นของสัญญาณอันตรายปรากฎการณ์ฟองสบู่รอบใหม่กำลังจะมา

น้ำขึ้นให้รีบตัก

อย่างไรก็ตามช่วงแรกที่ปริมาณเม็ดเงินเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ในระยะสั้นยังมองเป็นโอกาสลงทุนเพราะเป็นช่วงที่น้ำกำลังขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่รับมือกับความเสี่ยงได้ดี ควรจัดพอร์ตเลือกลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากกว่า 10% ได้เช่นกัน รวมถึงอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี แม้ว่าราคาตอบสนองเชิงบวกไปมากแล้ว แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่ผ่อนคลาย ก็ยังมีโอกาสสร้างผลกำไรที่ดี อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นโยบายหลักของนายโจ ไบเดนที่ต้องการผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรรม ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กับธุรกิจดังกล่าวได้ในอนาคต

เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่

ฝ่ายวิจัยฯการลงทุนทิสโก้เวลธ์ ระบุว่า เม็ดเงินที่เข้ามาในระบบจำนวนมากย่อมเป็นปัจจัยบวกต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ เนื่องจากปัจจุบันตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่มีระดับราคาหุ้นที่น่าสนใจ เห็นได้จากดัชนี MSCI Emerging Markets มีอัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน อยู่ที่ 15 เท่า ประกอบกับตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่มักจะปรับตัวขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมากอยู่แล้ว ดังนั้นในยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ดัชนีหุ้นกลุ่มประเทศนี้ ซึ่งมีหุ้นกลุ่มวัฎจักรเป็นสัดส่วนค่อนข้างมากย่อมได้รับประโยชน์ เช่น หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน (Financials) / กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (Industrials) / สินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) และสินค้าวัสดุ (Materials) ในปีที่ผ่านมาราคาหุ้นกลุ่มนี้ยังขยับขึ้นไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งตลาด ทำให้ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มวัฏจักรในปีนี้ มีโอกาสที่จะโตเร็ว ราคาหุ้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะปรับขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น

ลงทุนยาวกลุ่ม “Healthcare Innovation”

สำหรับธีมการลงทุนระยะยาวแนะนำธีมการลงทุนในหุ้นกลุ่มนวัตกรรมทางการแพทย์ (Healthcare Innovation) แทนหุ้นกลุ่มธุรกิจการแพทย์แบบดั้งเดิม (Traditional Healthcare) เช่น สถานพยาบาล, ระบบดูแลสุขภาพ หรือบริษัทยาขนาดใหญ่แต่ไม่ค่อยมีนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นต้น เนื่องจากธีมหุ้นกลุ่ม Healthcare Innovation มีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าจากนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Digital health หรือกลุ่ม Biotech ที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยในการรักษาโรค เช่น การรักษาโรคร้ายแรงด้วยวิธี Gene therapy หรือ Gene Editing ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยในการรักษาโรคร้ายแรงหรือโรคหายากอีกจำนวนมากที่ยังไม่มียารักษา ยกตัวอย่างโรคมะเร็งที่มีผู้ป่วยจำนวนมากและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับต้นๆ ของประชากรโลก ซึ่งถ้าการคิดค้นการรักษาสำเร็จก็จะทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดดเป็นเท่าตัวจากความต้องการที่มีอยู่ทั่วโลก

2 views0 comments