“ไวรัสโคโรน่า” จัดหนักเศรษฐกิจไทย..มั้ยฮึ?



“ไวรัสโคโรน่า” จัดหนักเศรษฐกิจไทย..มั้ยฮึ?

#ที่กำลังระบาดคือโคโรน่าแต่ที่รักคุณแทบบ้าก็คือผม #งดดราม่า #รักษาสุขภาพ

“ไวรัสโคโรน่า” แพร่ระบาดจากคนสู่คนครั้งแรกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา จากนั้นทางการจีนได้ประกาศสถานการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อ 11 ม.ค. 63 ปัจจุบันสถานการณ์ทั่วโลกโกลาหลมากขึ้น ลุกลามออกนอกประเทศจีน ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในเมืองสำคัญหลายแห่ง / เกิดภาวะขาดแคลน-กักตุนอาหาร / ตลาดการเงินการลงทุนเกิดความผันผวน / การค้าและธุรกิจเริ่มมีผลกระทบ / การท่องเที่ยวหยุดชะงัก และอื่นๆอีกเพียบเลย

ไม่แปลกที่ “จิตตก” กันไปทั่ว เพราะสถานการณ์มันยังไม่มีความแน่นอนชัดเจนในการควบคุม วัคซีนก็อยู่ระหว่างการคิดค้นพัฒนาไปอีก (คือแม่งเป็นเหตุฉุกเฉินอ่ะเนาะ การแก้ปัญหาก็ต้องทีละจุดตามลำดับความสำคัญแหล่ะ เข้าใจฮะ)

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าล่าสุด ณ วันที่ 30 ม.ค. 63 จำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วโลก 7,834 คน ประกอบด้วย จีนแผ่นดินใหญ่ 7,728 คน นอกจีน 106 คน เสียชีวิตแล้ว 170 ราย ส่วนพี่ไทยเรามีผู้ติดเชื้อ 14 ราย อาการปกติกลับบ้านแล้ว 6 ราย ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่และหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในบ้านเราก็พยายามควบคุมสถานการณ์กันอยู่ #เสี่ยวCREW ก็ขอเป็นกำลังใจให้

นอกจากความน่ากังวลเกี่ยวกับ ความเจ็บป่วย ความตาย จากอีไวรัสโคโรน่าแล้วนะฮะ อีกสิ่งที่เราต้องยอมรับความจริง หนีไม่ได้ คือ เศรษฐกิจโดยรวมของบ้านเราจะต้องซวยไปด้วยเป็นแน่แท้ (เพิ่มเติมจากที่มันชะลอตัวอยู่แล้ว) ความซวยจะมาในรูปแบบไหน มาดูกันพอหอมปากหอมคอล่ะกัน

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การแพร่ระบาดของแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาในจีนน่าจะสามารถยับยั้งได้ภายในเดือน เม.ย.63 สร้างความเสียหายประมาณ 1 แสนล้านบาทภายใต้สมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวไป 2 ล้านคน

ล่าสุดเตรียมหาตลาดทดแทนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดเอเชีย ได้แก่ อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น ตลาดยุโรป ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน ตลาดสหรัฐ รวมไปถึงตลาดประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยมาตรการที่จะนำมาใช้ คือ การเพิ่มทั้งความถี่ในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย รวมทั้งการเพิ่มจำนวนวันที่เข้าพักให้มากขึ้น

ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาหอการค้าไทย ยอมรับว่า ภายใต้กรอบเวลาควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในเดือน มี.ค.63 การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ภายใน 3 เดือน จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทยคิดเป็นมูลค่า 1.17 แสนล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ให้ลดลง 0.67% แต่หากเหตุการณ์ยืดเยื้อผลกระทบต่อ GDP จะมีสูงขึ้น

ส่วนผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ เชื่อว่าความต้องการสินค้าจากไทยลดลง แต่ถ้าควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในเดือน มี.ค.63 ก็จะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยได้รับผลกระทบในวงจำกัด ไม่เกิน 15,500 ล้านบาท หรือกระทบต่อ GDP ลดลง 0.09%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า ธุรกิจส่งออกที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยมีความกังวลเกี่ยวกับโรงงานรถยนต์บางแห่งที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน อาทิ GM Honda และ Nissan จะหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราว เพราะการระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้มีความกังวลว่าผู้ประกอบการชิ้นส่วนฯ จะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าจีนได้ลดลงชั่วคราว

ประเมินว่าหากโรงงานในจีนมีการหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวจะกระทบต่อแนวโน้มคำสั่งซื้อต่อผู้ประกอบการชิ้นส่วนฯไทย บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีสัดส่วนรายได้ในจีน ประกอบด้วย HANA คิดเป็น 18% DELTA คิดเป็น 14% KCE คิดเป็น 10% และ SVI คิดเป็น 5% ของรายได้รวม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มส่งออกอาหาร ที่มีโรงงานกระจายในประเทศจีน แต่เชื่อว่าผลกระทบจำกัด เพราะประชาชนจำเป็นต้องบริโภค

สำนักวิจัยเสี่ยวสลัดปลัดบอก ระบุว่า อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในบ้านเรา คือ อาการแทรกซ้อนจากไวรัสโคโรน่า ซึ่งเกิดขึ้นแพร่หลายในกลุ่มชาวเน็ตไทย แม้ไทยจะพยายามควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด ผู้ติดเชื้อหลายรายมีอาการปกติ แต่อาการ “ดรามาติก เฟกนิวส์ โลวอิมมูนิตี้” ยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายรุนแรง จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร

สาเหตุน่าจะมาจากลุงท่านหนึ่งได้กล่าวว่า เตรียมพร้อมรับมือไวรัสมาเป็นเดือนแล้ว ทั้งที่จีนเพิ่งประกาศเป็นทางการประมาณ 3 สัปดาห์ กระหน่ำซ้ำด้วยผู้รับเหมาที่ดูแลการแพทย์-สาธารณสุขของประเทศ ออกมาให้ข้อมูลอย่างเกี้ยวกราดผีเจาะปาก จากนั้นอาการดังกล่าวจึงลุกลามอย่างมากจนถึงปัจจุบัน

จอบอจบ

สรุป: เกียมตัวนะฮะ..รักษาสุขภาพให้ดีกันทุกคน อย่าลืมใส่หน้ากากเข้าหากัน แอ๊ะ...ป้องกัน ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เลือกเฉพาะแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เท่านั้น ที่สำคัญ จงมีสติ!!

1 view0 comments