6 หุ้นเล็กกระแทกใจ!! ฟอร์มแรงฝ่าภาวะตลาดผันผวน


6 หุ้นเล็กกระแทกใจ!! ฟอร์มแรงฝ่าภาวะตลาดผันผวน #ถ้าเล่นหุ้นแล้วเหนื่อยนักเธอแวะพักที่ตักเราก็ได้

ตลาดหุ้นไทยปีนี้ช่างตราตรึงใจ จัดว่าเป็นปีที่แสนยากลำบากในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน สะท้อนจากความเห็นทั้งกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่ ที่บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า #เข้าตัวไหนก็โดน!! ความเชื่อมั่นที่หดหาย ส่วนหนึ่งเกิดจากความเสี่ยงสงครามการค้าของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติความขัดแย้งกันในเร็ววันนี้ ผลกระทบล่าสุดกำลังลุกลามไปยังเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยให้เกิดภาวะชะลอตัวชัดเจน และคาดจะต่อเนื่องไปจนถึงปี 2562

บรรยากาศการลงทุนที่ไม่สดใส เป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นหลายบริษัทปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่เคยให้ผลตอบแทนดีมาตลอดหลายปีปรับตัวลง จนทำให้นักลงทุนหลายๆท่านปวดใจกับการปรับตัวลดลงหนักของหุ้นในพอร์ต

เมื่อลองพิจารณาข้อมูลย้อนหลัง 2 ปี (ม.ค.59-20 ธ.ค.61) พบว่า ผลตอบแทนดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 37.06% สวนทางกับดัชนีตลาด "เอ็มเอไอ" ปรับตัวลง 27.88% ชัดเลย..ความโหดร้ายเกิดขึ้นกับหุ้นในตลาด "เอ็มเอไอ" เยอะกว่า แม้หลายบริษัทผลประกอบการเติบโตโดดเด่น แต่ราคาหุ้นกลับไม่ปรับตัวขึ้นตามทิศทางกำไรที่สดใส

มงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี(ประเทศไทย) เปิดมุมมองผ่าน "ชาวคณะการลงทุนมีความเสี่ยว" ว่า สถานการณ์บริษัทที่มีกำไรเติบโตดีแต่ราคาไม่ปรับตัวขึ้นตามนั้น เกิดขึ้นจาก 2 กรณี ประกอบด้วย

#กรณีแรก บรรยากาศตลาดหุ้นไม่สดใส ปัจจัยลบรุมเร้ามากมาย ซึ่งหุ้นในตลาดส่วนใหญ่เกิน 90% จะเคลื่อนไหวตามทิศทางเดียวกับดัชนีฯ ราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียนจะปรับตัวลดลงน้อยหรือลงมากขึ้นอยู่กับภูมิต้านของแต่ละบริษัท เช่น หากบริษัทฐานะการเงินดี แนวโน้มกำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตในอนาคต ราคาหุ้นบริษัทประเภทนี้จะปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดฯ และหากบรรยากาศการลงทุนส่งสัญญาณเป็นบวกอีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่หุ้นบริษัทจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว (ของดีราคาถูกใครๆก็อยากได้)

#กรณีที่สอง ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงไม่ได้เกี่ยวพันกับผลกระทบภาวะตลาดฯ แม้บริษัทจะประกาศกำไรออกมาดีในไตรมาสล่าสุดก็ตาม แต่หากนักลงทุนประเมินว่าในอีก 1-2 ไตรมาสข้างหน้า บริษัทมีความเสี่ยงกำไรจะชะลอตัว หรือปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจัยลบที่เข้ามากระทบธุรกิจ ราคาหุ้นบริษัทจะเริ่มสะท้อนเชิงลบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า 1-2 ไตรมาสทันที จึงเป็นสาเหตุให้บางบริษัทที่มีกำไรสุทธิไตรมาส3ปี61เติบโตโดดเด่น แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะในช่วง 1-2 ไตรมาสข้างหน้า กำไรสุทธิที่เคยเติบโตได้ดีอาจเกิดภาวะชะลอตัว ดังนั้น นักลงทุนควรต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงภาวะตลาดฯและสถานการณ์ของธุรกิจในหุ้นที่ตนเองถือครอง เพื่อปรับเปลี่ยนพอร์ตลงทุนให้เท่าทันกับสถานการณ์ ได้รับผลตอบแทนตามที่ทุกท่านคาดหวังไว้ อย่างไรก็ตามอย่าได้ย่อท้อ มืดมน “ชาวคณะการลงทุนมีความเสี่ยว” รู้ว่าตลาดกำลังแย้แย่ เลยหาหุ้นจิ๋วแต่แจ๋วที่เป็น "Penny Stock" ราคาปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี (18 ธ.ค.58-27 ธ.ค.61) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ “เอ็มเอไอ” มาให้ยลกัน

โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแรก บริษัทที่มี Market cap 10,000-1,000 ล้านบาท และกลุ่มสองคือ มูลค่า Market cap ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่า บริษัทต้องมีกำไรสุทธิต่อเนื่อง 2 ปีขึ้นไป และมีสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ต้องมี Free float ไม่น้อยกว่า 15% มีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 ราย

หุ้นไซด์เล็กฟอร์มแรงสุดรอบ 3 ปี (18 ธ.ค.58- 27 ธ.ค.61)

บริษัทจดทะเบียนในตลาด เอ็มเอไอ Market cap 10,000-1,000 ล้านบาท

1.บมจ.สกายไอซีที (SKY) หรือในอดีตเคยใช้ชื่อย่อ CCN ราคาหุ้นปรับขึ้น 530.21% มีมูลค่า Market cap 6,144.08 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 49.31 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 5.75 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 1,702 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 63.17%

SKY ดำเนินธุรกิจผู้รับเหมาวางระบบเกี่ยวกับไอซีที แบ่งเป็นธุรกิจจำหน่าย วางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ครอบคลุมการบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ดูแลบำรุงรักษาระบบงาน จัดจำหน่ายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

ล่าสุดบริษัทเข้าประมูลงานใหม่ร่วมกับเอกชนรายใหญ่หลายราย อาทิ บมจ.อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น (ILINK) ,บมจ.ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) และบมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) เป็นต้น คงต้องมาลุ้นกันว่าผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องในปี 62 จะช่วยผลักดันหุ้น SKY ปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่องอีกหรือไม่

สำหรับผลประกอบการ 3 ปีย้อนหลัง ปี2559 กำไรสุทธิ 9.28 ล้านบาท / ปี2560 กำไรสุทธิ 4.92 ล้านบาท / งวด 9 เดือนปี61(ม.ค.-ก.ย.) กำไรสุทธิ 112.60 ล้านบาท

2.บมจ.เน็ตเบย์ (NETBAY) ราคาหุ้นปรับขึ้น 480.00% มีมูลค่า Market cap 4,640 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 33.17 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 10.75 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 1,702 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 49%

สำหรับธุรกิจ NETBAY เป็นผู้พัฒนาระบบธุรกรรมออนไลน์ เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง B2G B2B และ B2C ซึ่งเป็นรูปแบบของการให้ลูกค้าเช่าใช้บริการแพลตฟอร์ม แม้ธุรกิจ NETBAY จะไม่มีสัมปทานผูกขาดอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 70% การแข่งขันในอุตสาหกรรมน้อยทำให้ธุรกิจ NETBAY เกิดการผูกขาดเชิงพฤตินัย

และในอนาคตถ้ารัฐบาลเข้าสู่ Digital Government เต็มรูปแบบ จะทยอยเพิ่มปริมาณธุรกรรมออนไลน์เติบโตรวดเร็ว แทนการใช้เอกสารแบบดั้งเดิม ซึ่งจะผลักดันกำไรสุทธิของ NETBAY เติบโตโดดเด่นในระยะยาวได้เช่นกัน

สำหรับผลประกอบการ3 ปีย้อนหลัง ปี2559 กำไรสุทธิ 89.32 ล้านบาท / ปี2560 กำไรสุทธิ 115.80 ล้านบาท / งวด 9 เดือนปี61(ม.ค.-ก.ย.) กำไรสุทธิ 108.48 ล้านบาท

3.บมจ.ไทยมิตซูวา (TMW) ราคาหุ้นปรับขึ้น 163% มีมูลค่า Market cap 2,623 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 6.96 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 1.21 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 1,235 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 26.70%

TMW ดำเนินธุรกิจผลิต พิมพ์สี พ่นสีและประกอบชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ นับว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลประกอบการมีกำไรต่อเนื่อง มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาโดยตลอด สำหรับผลประกอบการ3 ปีย้อนหลัง ปี2559 (สิ้นสุด 31 มี.ค.59) กำไรสุทธิ 137.90 ล้านบาท / ปี2560 (สิ้นสุด 31 มี.ค.60) กำไรสุทธิ 174.88 ล้านบาท / ปี2561(สิ้นสุด 31 มี.ค.61) กำไรสุทธิ 333.95 ล้านบาท / Q2/62(สิ้นสุด 30 ก.ย.61) กำไรสุทธิ 195.68 ล้านบาท

หุ้นไซด์เล็กฟอร์มแรงสุดรอบ 3 ปี (18 ธ.ค.58-27 ธ.ค.61) บริษัทจดทะเบียนในตลาด เอ็มเอไอ Market cap ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท 1.บมจ.เอทีพี 30 (ATP30) ราคาหุ้นปรับขึ้น 64.26% มีมูลค่า Market cap 764 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 18.62 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 2.52 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 1,837 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 42.88% ATP30 นับเป็นหุ้นเข้าข่าย Penny Stock อย่างแท้จริง แม้ว่าเป็นหุ้นไซด์เล็ก แต่ด้วยกำไรมีโอกาสเติบโตสูงระยะยาว ตามรูปแบบโมเดลธุรกิจรถโดยสารขนส่งบุคลากรจากที่อยู่อาศัยไปยังโรงงานอุตสาหกรรมรอบเขตนิคมฯภาคตะวันออก ที่มีอัตราขยายตัวรวดเร็ว และที่สำคัญคือธุรกิจ ATP30 มีผลกระทบผันแปรตามเศรษฐกิจน้อยมาก เนื่องจากรับรู้รายได้ตามจำนวนรถโดยสารให้บริการทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาวกับลูกค้าระดับโลกหลายราย ปัจจุบัน ATP30 มีจำนวนรถโดยสารให้บริการ 360 คัน ตัวแปรหลักผลักดันกำไรเพิ่มขึ้นปีนี้คือจำนวนรถบัสจำนวน 25 คันได้ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว ดำเนินการควบคู่ไปกับการคุมต้นทุนด้านบริหาร อาทิ ดอกเบี้ยจ่ายและน้ำมันที่ปรับลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิของ ATP30 สามารถเติบโตสูงกว่ารายได้ เป็นไปตามหลัก "Economies of Scale" อย่างแท้จริง ล่าสุด ATP30 อยู่ระหว่างต่อยอดสู่การให้บริการรถโดยสารในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง บมจ.ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ (RP) คาดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี62 เปิดโอกาสนักวิเคราะห์เพิ่มประมาณการได้อีกในอนาคต ปัจจุบันกำไรสุทธิไตรมาส3ของ ATP30 เติบโตทุบสถิติสูงสุดใหม่มาแตะ 10.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานนั้นสูงถึง 26.20 ล้านบาท สูงกว่ากำไรสุทธิถึง 2.4 เท่าตัว นับเป็นจุดเด่นที่ทำให้หุ้น ATP30 สามารถทรงตัวได้แข็งแกร่ง แม้ภาวะตลาดหุ้นไทยจะไม่เอื้ออำนวยก็ตาม สำหรับผลประกอบการ3 ปีย้อนหลัง ปี2559 กำไรสุทธิ 21.93 ล้านบาท / ปี2560 กำไรสุทธิ 26.25 ล้านบาท / งวด 9 เดือนแรกปี61(ม.ค.-ก.ย.) กำไรสุทธิ 30.50 ล้านบาท 2.บมจ.นิวพลัสนิตติ้ง (NPK) ราคาหุ้นปรับขึ้น 20.69% มีมูลค่า Market cap 245 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 6.58 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 0.59 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 659 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 24.38% NPK เป็นหนึ่งในบริษัทเครือสหพัฒน์ของกลุ่มตระกูล "โชควัฒนา" ที่ประกอบผลิตภัณฑ์ถุงน่องและถุงเท้า ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสตรี เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องมีขบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรหลายขั้นตอนการผลิต ทำให้มีการแข่งขันน้อยราย ดังนั้นการแข่งขันจะเป็นการนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งยอดขายของสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนที่คงที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำหรับผลประกอบการ3 ปีย้อนหลัง ปี2559 กำไรสุทธิ 47.79 ล้านบาท / ปี2560 กำไรสุทธิ 31.43 ล้านบาท / งวด 9 เดือนแรกปี61(ม.ค.-ก.ย.) กำไรสุทธิ 31.13 ล้านบาท 3.บมจ.เอส พี วี ไอ (SPVI) ราคาหุ้นปรับขึ้น 20.00% มีมูลค่า Market cap 432 ล้านบาท มีค่าอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ที่ 11.08 เท่า และมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) อยู่ที่ 1.39 เท่า มีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย 1,917 ราย มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) 35.99% SPVI ประกอบธุรกิจหลักเป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย (Reseller) ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้า Apple ทั้งคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ประเภท iOS และอุปกรณ์เสริมต่างๆ รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ Apple เป็นหลัก เพื่อที่จะรองรับความต้องการของลูกค้าได้ครบวงจร นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายธุรกิจการบริการให้แก่ลูกค้า โดยมีศูนย์บริการสำหรับสินค้าภายใต้ตราผลิตภัณฑ์ Apple ในนาม Smart Bar รวมทั้งเปิดศูนย์ฝึกอบรมตามมาตรฐาน Apple สำหรับผลประกอบการ3 ปีย้อนหลัง ปี2559 กำไรสุทธิ 5.14 ล้านบาท / ปี2560 กำไรสุทธิ 30.47 ล้านบาท / งวด 9 เดือนแรกปี61(ม.ค.-ก.ย.) กำไรสุทธิ 26.30 ล้านบาท

0 views0 comments